Move Matrix Advance Joint Hydrator 150 capsules ( Neocell )

Move Matrix Advance Joint Hydrator 150 capsules ( Neocell )

ราคา 1590 บาท

ใหม่ล่าสุด !!! จาก Neocell ปรับปรุงสูตรใหม่จาก Collagen Type2 มาภาคใหม่เพิ่มส่วนประกอบที่ สำคัญเพื่อเสริมประสิทธิภาพการบำรุง ดูแล ข้อต่อ กระดูก นี้คือ “Move Matrix Advance Joint Hydrator” ครบสูตรรวมรวมสารอาหารที่ดูแล บำรงกระดูก ข้อเข่า ข้อต่อ ไขข้อ อย่างตรงจุดที่สุด ด้วยส่วนผสมสำคัญอย่าง Collagen Type2, Turmeric, Hyaluronic Acid, Glucosamine, MSM, Chondrotin, Boswellia. Vitamin C , Ginger Root, Resveratrol, Pine Bark, BioPerine ที่ช่วยลดอาการปวดกระดูก ปวดเข่า ปวดหลัง เพิ่มน้ำหล่อเลี้ยงในไขข้อ ข้อต่อ เพิ่มความความชุ่มชื้น เพิ่มความหยืดหยุ่นให้กับข้อต่อ หมดปัญหาข้อเข่าเสื่อม เจ็บปวดกระดูกกับการดำเนินชีวิตประจำวันทั้งการเดินเหิน การออกกำลัง หรือน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ทุกปัญหาจบลงได้ด้วย Move Matrix Advance Joint Hydrator ตัวเดียวเอาอยู่ทุกปัญหาที่เกี่ยวกับกระดูก

move-matrix-advanced-joint-hydrator-neocell4

เปิดตัวอาหารเสริมสุขภาพ ที่ใช้บำรุงกระดูก และไขข้อ ที่มีส่วนประกอบของคอลลาเจน Type 2

คอลลาเจนชนิดที่ 2 หรือ คอลลาเจนไทพ์ทู (อังกฤษ: type II collagen) เป็นพื้นฐานของกระดูกอ่อนข้อและกระดูกอ่อนโปร่งแสง ประกอบเป็น 50% ของโปรตีนทั้งหมดในข้อและ 85-90% ของคอลลาเจนของกระดูกอ่อนข้อ

คอลลาเจนชนิดที่ 2 ก่อเป็นเส้นใยฝอยได้ เครือข่ายคอลลาเจนเส้นใยฝอยนี้ทำให้กระดูกอ่อนดักการสะสมโปรตีโอไกลแคนตลอดจนให้ความทนแรงดึงต่อเนื้อเยื่อ

คอลลาเจนชนิดที่ 2 หรือ คอลลาเจนไทพ์ทู เป็นคอลลาเจนชนิดเดียวกับที่พบในเซลล์กระดูกอ่อนบริเวณข้อต่อ แตกต่างจากคอลลเจนที่พบในเซลล์ผิวหนัง ซึ่งจะเป็นคอลลาเจนชนิดที่ 1, 3 และ 4 (Collagen Type 1, 3 และ 4) คอลลาเจนไทพ์ทู จะช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของส่วนประกอบที่อยู่ในข้อ โดยกระตุ้นให้มีการสังเคราะห์เซลล์ใหม่เพิ่มขึ้น ช่วยเพิ่มระดับของกรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic acid) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของน้ำหล่อเลี้ยงในข้อ และยังยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ย่อยสลายน้ำหล่อเลี้ยงข้อ มีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวดข้อและข้อยึดได้ ทำให้การเคลื่อนไหวของร่างกายดีขึ้น

move-matrix-advanced-joint-hydrator-neocell1

การออกฤทธิ์

คอลลาเจนไทพ์ทู (Collagen Type II) มีการศึกษาทางคลีนิคพบว่าสามารถช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของส่วนประกอบที่อยู่ในข้อ โดยกระตุ้นให้มีการสังเคราะห์เซลล์ใหม่เพิ่มขึ้น ช่วยเพิ่มระดับของ กรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic acid) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของน้ำหล่อเลี้ยงในข้อ และยังยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ย่อยสลายน้ำหล่อเลี้ยงข้อ จึงช่วยลดอาการปวดข้อและข้อยึดทำให้การเคลื่อนไหวของร่างกายดีขึ้น

การวิจัยระดับคลินิคโดย Crowly D.C. และคณะในปี ค.ศ.2009 พบว่าการรับประทานคอลลาเจนไทพ์ทู ขนาด 40 มิลลิกรัมต่อเนื่องกันเป็นเวลา 90 วัน มีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการของภาวะโรคข้ออักเสบเป็น 2 เท่า เมื่อเทียบกับการรับประทาน กลูโคซามีน 1,500 มิลลิกรัมและ คอนดรอยติน 1,200 มิลลิกรัมโดยพิจารณาจากอาการแสดงต่างๆของผู้ที่เจ็บป่วยโรคข้อ เช่น ความสะดวกในการเคลื่อนไหวร่างกาย

ถัดมาในปี 2012 Schauss A.G. และคณะ ได้ทำการศึกษาผลของคอลลาเจนไทพ์ทู ที่สกัดได้จากกระดูกช่วงอกของไก่ ซึ่งเป็นคอลลาเจนชนิดที่ผ่านกระบวนการย่อยด้วยเอนไซม์ นำมาทดสอบผลต่อโรคข้อเข่าหรือสะโพกเสื่อม ซึ่งการวิจัยเป็นแบบ Randomized double-blind, placebo-controlled study โดยทำการวิจัยในผู้ป่วยอาสาสมัครจำนวน 80 คนที่มีอาการของโรคข้อเข่าหรือสะโพกเสื่อม และมีอาการเจ็บปวดข้อ กลุ่มหนึ่งให้รับประทานคอลลาเจนไทพ์ทู 2 กรัมต่อวัน และอีกกลุ่มให้รับประทานยาหลอก ติดต่อกันเป็นเวลา 70 วัน หลังจากนั้นประเมินผลการรักษาด้วยแบบทดสอบดังนี้ VAS Score, WOMAX Score และการประเมินอาการไม่พึงประสงค์จากการรักษา ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มที่รับประทานคอลลาเจนไทพ์ทูจะมี VAS Score และ WOMAX Score ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และไม่มีผลข้างเคียงเกิดขึ้น นอกจากนี้กลุ่มที่รับประทานคอลลาเจนไทพ์ทู ยังมีการใช้ยาแก้ปวด (พาราเซตามอล) เพื่อบรรเทาอาการปวดข้อลดลงเมื่อเทียบกับกลุ่มที่รับประทานยาหลอก

ล่าสุดในปี 2013 Lugu J. P. และคณะได้ทำการศึกษาผลของคอลลาเจนไทพ์ทู ชนิดที่เป็นคอลลาเจนที่ยังคงโครงสร้างที่สมบูรณ์ ในกลุ่มอาสาสมัครจำนวน 55 คนที่มีสุขภาพดี ไม่มีประวัติของโรคข้อเข่าเสื่อมแต่เริ่มมีอาการปวดข้อจากการใช้งานและการออกกำลังกาย ทำการวิจัยเป็นแบบ Randomized double-blind, placebo-controlled study โดยให้รับประทานคอลลาเจนไทพ์ทู 40 มิลลิกรัมต่อวัน ทุกวันต่อเนื่องเป็นเวลา 120 วัน ติดตามผลโดยดูการเปลี่ยนแปลงความยืดหยุ่นของเข่าและวัดค่าการฟื้นตัวจากการปวดเข่าหลังการออกกำลังกาย ผลการทดลองพบว่ากลุ่มที่ทานคอลลาเจนไทพ์ทู มีความยืดหยุ่นของข้อเข่าดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้ทานและยังช่วยลดอาการปวดข้อที่เกิดขึ้นจากการออกกำลังกายอีกด้วย[3]

จากงานวิจัยเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงทางเลือกใหม่ในการดูแลสุขภาพข้อ โดยนำคอลลาเจนไทพ์ทู มาใช้รับประทานเสริม ปัจจุบันมีการศึกษาและสกัดคอลลาเจนไทพ์ทู ทั้งที่อยู่ในรูปของ อันดีเนเจอร์คอลลาเจนไทพ์ทู (Undenatured Collagen Type II) ซึ่งเป็นคอลลาเจนที่ยังคงโครงสร้างที่สมบูรณ์เอาไว้และ ไฮโดรไลซ์คอลลาเจนไทพ์ทู (Hydrolyzed Collagen Type II) ซึ่งเป็นคอลลาเจนซึ่งผ่านกระบวนการย่อยด้วยเอนไซม์ทำให้มีโครงสร้างที่เล็กลงพร้อมสำหรับการดูดซึม ซึ่งกำลังได้รับความนิยมมาใช้เพิ่มมากขึ้น

ผลข้างเคียง

ไม่มีรายงานผลข้างเคียง แต่สำหรับผู้ที่แพ้โปรตีนจากเนื้อสัตว์อาจเกิดการแพ้ ควรหลีกเลี่ยง
อ้างอิง

คราวนี้เรามาดูปัญหาเรื่องของโรคข้อเสื่อมมักจะเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ แต่ก็ใช่ว่าคนที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์วัยเกษียณจะเป็นโรคนี้ไม่ได้นะคะ เพราะปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคข้อเสื่อมมีอยู่หลายอย่างด้วยกัน ซึ่งก็หมายความว่าโรคข้อเสื่อมอยู่ใกล้ตัวเราเกินคาด และหากในตอนนี้ใครรู้สึกปวดเข่า เจ็บข้อบ่อย ๆ จนเริ่มสงสัยว่าโรคข้อเสื่อมมาเยือนเข้าให้แล้วรีบมาเช็คเลยค่ะว่าอาการของโรคนี้เกิดจากอะไร เป็นอย่างไร แล้วรักษาได้ด้วยวิธีไหนบ้าง

โรคข้อเสื่อมเกิดจากอะไร

โรคข้อเสื่อมเกิดจากการสลายและสึกหรอของกระดูกอ่อนบริเวณข้อ ทำให้กระดูกอ่อนมีปริมาณลดลงจนเกิดการเสียดสีของกระดูกแข็ง ส่งผลให้เกิดอาการปวดบวมอักเสบและไม่สามารถใช้งานข้อได้ในที่สุด

โดยปัจจุบันผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมมีจำนวนมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้สูงอายุซึ่งก่อให้เกิดความทรมานและส่งผลกระทบกับการดำเนินชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก

ใครกันนะที่มีความเสี่ยงเป็นโรคข้อเสื่อม

1. คนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป

2. คนที่มีน้ำหนักตัวมากโดยมีค่า BMI เกิน 25 (ค่า BMI สามารถคำนวณได้โดยนำน้ำหนักตัวหารด้วยความสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง)

3. คนที่มีกิจวัตรประจำวันที่ต้องเดินตลอดเวลา

4. คนที่รู้สึกว่าเข่าตัวเองยึด ฝืด หรือ งอลำบาก

ทำไม…เมื่ออายุมากขึ้นจึงเป็นโรคข้อเสื่อม ?

โดยปกติแล้วกระบวนการสร้างและกระบวนการสลายของกระดูกอ่อนบริเวณข้อจะเกิดขึ้นอย่างสมดุล แต่เมื่ออายุมากขึ้นหรือมีการใช้งานข้อต่าง ๆ มากขึ้น กระบวนการสลายกระดูกอ่อนจะเกิดมากกว่ากระบวนการสร้าง บวกกับความเสื่อมถอยของสุขภาพตามอายุที่พรากส่วนประกอบต่าง ๆ ในข้อไปด้วยแล้ว จึงยิ่งส่งผลให้กระดูกอ่อนบริเวณข้อมีปริมาณลดลง ในขณะที่กล้ามเนื้อบริเวณข้อไม่แข็งแรงและการเสียดสีของกระดูกมีอัตราเพิ่มมากขึ้น จนก่อให้เกิดอาการอักเสบของข้อและเป็นโรคข้อเสื่อมในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงของโรคข้อเสื่อมไม่ได้อยู่ที่อายุมากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยที่ทำให้คนอายุยังน้อยมีเอี่ยวกับโรคนี้ได้ด้วย โดยปัจจัยที่ทำให้มีความเสี่ยงโรคข้อเสื่อมก็ได้แก่

– เพศหญิงจะมีความเสี่ยงเป็นโรคข้อเสื่อมได้มากกว่าเพศชายถึง 2-3 เท่า เนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้นร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) น้อยลงหรือไม่ผลิตอีกเลย ส่งผลให้เซลล์กระดูกอ่อนที่มีตัวจับกับฮอร์โมนเพศหญิงชนิดนี้ทำงานน้อยลง ทำให้การสร้างโปรติโอไกลแคน (Proteoglycan) ที่ใช้ซ่อมแซมเซลล์กระดูกอ่อนลดลงไปด้วย

– น้ำหนักตัวมาก ทำให้ข้อต้องรับน้ำหนักมาก ความแข็งแรงของข้อจึงเสื่อมลงได้ง่าย

– ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อเข่า ซึ่งมาจากการเกิดอุบัติเหตุหรือการออกกำลังกายมากกว่าปกติ เช่น ข้อเข่าแตกหรือเอ็นข้อเข่าฉีก ซึ่งจะมีโอกาสเกิดโรคข้อเสื่อมได้ง่ายกว่าปกติ

– กระดูกอ่อน Cartilage เสียหายหรือเสื่อม จึงเกิดอาการเจ็บปวด

– การใช้งานข้อผิด หนักเกินไป เสียดสีมากเกินไป เช่น นั่งพับเพียบ นั่งยอง ๆ บ่อย ๆ หรือเป็นเวลานาน รวมทั้งพฤติกรรมการใส่รองเท้าส้นสูง

– พันธุกรรม

อาการแบบไหนที่บ่งบอกว่าเสี่ยงเป็นโรคข้อเสื่อม

1. เข่ามีเสียงดังก๊อบแกร๊บขณะเคลื่อนไหว
2. ปวดเข่าหรือขาเวลาเดิน หรือต้องเคลื่อนไหว
3. รู้สึกปวดบริเวณข้อ โดยจะปวดบริเวณรอบ ๆ ข้อ แบบที่ไม่สามารถระบุตำแหน่งที่ชัดเจนได้และมักจะปวดเรื้อรัง จุดสังเกตสำคัญอีกอย่างคืออาการปวดข้อจะมากขึ้นเมื่อมีการใช้งานหรือลงน้ำหนักบนข้อมาก ๆ
4. ปวดเข่าเวลานอน
5. ปวดข้อเข่าเวลาใส่ถุงเท้า รองเท้า หรือเวลาลุกนั่ง
6. ปวด บวม อักเสบ บริเวณข้อเข่า
7. ปวดข้อจนไม่สามารถเดินได้อย่างปกติ ต้องเดินโยกตัว
8. ข้อบวมและผิดรูป จากกระดูกที่งอก
9. สูญเสียการเคลื่อนไหว เริ่มเดินเหินไม่ค่อยสะดวก นั่งก็ลำบาก เดินก็ไม่ค่อยจะไหวโดยเฉพาะหากต้องอยู่ในลักษณะเดิมนาน ๆ อาการปวดอาจทวีคูณจนลุกไม่ขึ้น หรือแค่ขยับก็เจ็บมากเลยทีเดียว

หากคุณมีอาการตรงกับข้อเหล่านี้อย่างน้อย 3 ข้อ ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่าอาจเข้าข่ายเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมแล้ว และควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางรักษาต่อไป

move-matrix-advanced-joint-hydrator-neocell1

โรคข้อเสื่อมรักษาด้วยวิธีใดได้บ้าง

จากสาเหตุของโรคข้อเสื่อมที่เกิดจากกระบวนการสลายกระดูกอ่อนเป็นหลัก ดังนั้นวิธีการป้องกันและบรรเทาความเสี่ยงโรคข้อเสื่อมที่มีประสิทธิภาพที่สุดก็คือ การเพิ่มกระบวนการสร้างกระดูกอ่อนควบคู่ไปกับการสร้างมวลกระดูกอ่อนนั่นเอง แต่การรักษาและบรรเทาโรคข้อเสื่อมก็ยังสามารถทำได้ตามนี้ด้วย

1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

หากรู้ตัวว่ามีน้ำหนักเกิน ควรรีบลดน้ำหนักโดยด่วน และพยายามหลีกเลี่ยงการใช้งานข้อเข่าหนัก ๆ เช่น ไม่ควรวิ่งหรือกระโดด แต่ควรเลือกวิธีการออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำ หรือการปั่นจักรยานที่จะช่วยถนอมข้อเข่าได้มากกว่า รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเดินขึ้น-ลงบันได

2. ใช้ยาบรรเทาอาการปวดและการอักเสบของข้อ

ในกรณีที่อาการปวดและการอักเสบของข้อไม่รุนแรง อาจบรรเทาอาการปวดและอักเสบได้โดยการใช้ยาแก้ปวดอย่างพาราเซตามอล และยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่
สเตียรอยด์ (NSAIDs)

3. ฉีดน้ำไขข้อ

การฉีดน้ำไขข้อเทียมหรือยาไฮยาลูโรนิก จะมีฤทธิ์ระงับปวดได้ 3 เดือนถึงหนึ่งปี ทว่าวิธีรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมนี้ยังเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งเท่านั้น ยังไม่มีการสนับสนุนหรือคัดค้านจากทางการแพทย์อย่างชัดเจน (ค่าใช้จ่ายประมาณ 20,000 – 25,000 บาท)

4. ประคบร้อน หรือประคบเย็น ณ บริเวณที่รู้สึกปวด

โดยความเย็นจะช่วยลดอาการเกร็งและการอักเสบของกล้ามเนื้อ ส่วนความร้อนจะช่วยลดการติดขัดในข้อ ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้ในระดับหนึ่ง

5. การผ่าตัดเปลี่ยนข้อ

นวัตกรรมการผ่าตัดเปลี่ยนข้อก็เป็นตัวเลือกหนึ่งในการรักษาและบรรเทาความเจ็บปวด ทว่าวิธีนี้มีข้อจำกัดและความเสี่ยงพอสมควร ที่สำคัญค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดก็สูง (ค่าใช้จ่ายประมาณ 100,000-200,000 บาท) แต่ทั้งนี้ผู้ป่วยสามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้โดยตรงค่ะ

6. ปลูกถ่ายเซลล์กระดูกอ่อน

ขั้นตอนการรักษา ขั้นแรก ผู้ป่วยจะได้รับการผ่าตัดส่องกล้อง เก็บชิ้นเนื้อกระดูกอ่อนที่ไม่ได้ใช้งานส่งเข้าห้องปฏิบัติการแยกเซลล์กระดูกอ่อนและเพาะเลี้ยงจนเพียงพอต่อการปลูกถ่าย ใช้เวลา 4-6 สัปดาห์ ก่อนนำเซลล์กระดูกอ่อนมาเพาะเลี้ยงในโครงสร้างสามมิติที่มีความหนาเท่ากระดูกอ่อนปกติ เป็นการสร้างเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนนอกร่างกายมนุษย์ โดยใช้วิศวกรรมเนื้อเยื่อสำหรับปลูกถ่ายทดแทนกระดูกอ่อนที่ได้รับบาดเจ็บ

ขั้นตอนที่ 2 คือ ผู้ป่วยจะได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายกระดูกอ่อนที่สร้างขึ้นจากเซลล์กระดูกอ่อนของตนเองเพื่อซ่อมกระดูกอ่อนผิวข้อเข่า

7. เติมสารอาหารที่ช่วยดูแลสุขภาพข้อ

ในเมื่อร่างกายเราไม่สามารถสร้างมวลกระดูกอ่อนได้มากเท่าที่ต้องการ เราจึงต้องช่วยเสริมสร้างกระดูกอ่อนของข้อด้วยสารอาหารที่จะช่วยดูแลสุขภาพกระดูกและข้อ เช่น กลูโคซามีน-ซัลเฟต คอนดรอยติน-ซัลเฟต หรือนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยลดการสลายตัวของกระดูกอ่อนผิวข้อ อย่างคอลลาเจนชนิดที่ 2 (Collagen Type II) เป็นต้น

จะว่าไปโรคข้อเข่าเสื่อมก็มีแนวทางการรักษาอยู่หลายวิธีด้วยกัน แต่น่าเสียดายตรงที่การรักษาในหลายวิธีเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และบางวิธีก็มีค่าใช้จ่ายที่สูงพอตัวเลยทีเดียวค่ะ

อย่างไรก็ตาม นอกจากแนวทางการรักษาในเบื้องต้นแล้ว เรายังสามารถรักษาโรคข้อเข่าจากต้นเหตุได้ด้วยการเติมส่วนประกอบของกระดูกอ่อนเข้าไป ซึ่งโดยปกติแล้วส่วนประกอบของกระดูกอ่อนจะมีอยู่ด้วยกัน 3 ส่วน ได้แก่ 1-2% เป็นเซลล์กระดูกอ่อน Cellular (Chondrocytes), ส่วนที่เป็นของแข็ง 30% คือ คอลลาเจน ชนิดที่ 2 และชนิดอื่นๆ (Collagen) และ โปรติโอกลัยแคนส์ (Proteoglycans) รวมทั้งมีส่วนที่เป็นของเหลวอีกถึง 70-80% ดังภาพ

move-matrix-advanced-joint-hydrator-neocell9

โดยสาเหตุหนึ่งที่สำคัญของโรคข้อเสื่อมก็มักจะเกิดจากส่วนประกอบสำคัญของกระดูกอ่อนอย่างคอลลาเจนชนิดที่ 2 (Collagen Type II) เมื่อร่างกายเข้าสู่ภาวะเสื่อมอัตราการซ่อมสร้างคอลลาเจนชนิดที่ 2 จะทำได้น้อยและช้าลง ในขณะที่อัตราการทำลายหรือเสื่อมสลายมีมากและเร็วขึ้น

ดังนั้นอีกแนวทางการชะลอความเสื่อมของข้อ ก็สามารถทำได้โดยเสริมคอลลาเจนชนิดที่ 2 (Collagen Type II) เข้าไป เพื่อให้คอลลาเจนชนิดที่ 2 (Collagen Type II) ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ รวมทั้งยับยั้งการทำงานของภูมิต้านทานร่างกายที่จะทำลายคอลลาเจนชนิดที่ 2 (Collagen Type II) ไปพร้อมกัน เอาล่ะ ! เรามาดูกันค่ะว่า เจ้าคอลลาเจนชนิดที่ 2 (Collagen Type II) ที่พูดถึงบ่อยเหลือเกินนี่คืออะไรกันแน่

โดยคอลลาเจนชนิดที่ 2 (Collagen Type II) เป็นคอลลาเจนที่พบได้ในกระดูกอ่อนและหมอนรองกระดูกสันหลัง คอยทำหน้าที่รองรับน้ำหนักและให้ความแข็งแรงแก่ข้อต่อในขณะที่มีการเคลื่อนไหว ซึ่งโดยปกติแล้วในกระดูกอ่อนจะประกอบด้วยโครงข่ายของเส้นใยคอลลาเจนชนิดที่ 2 รวมตัวกับกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic acid) และโปรตีโอไกลแคน (Proteoglycan) อันได้แก่ แอกกริแคน (Aggrecan) ซึ่งมีไกลโคอะมิโนไกลแคน (Glycoaminoglycans) คือ คอนดรอยอิติน-ซัลเฟต(Chondroitin-Sulfate) และเคอราแทน ซัลเฟต (Keratan Sulfate) เป็นส่วนประกอบ

การศึกษาพบว่า ในผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากและผู้สูงอายุ กระดูกอ่อนชนิด Articular Cartilages ซึ่งมีคุณสมบัติทนต่อแรงกระแทกจะเริ่มเสื่อมลง โดยเฉพาะที่ข้อต่อที่รับน้ำหนัก เช่น ข้อเข่าและสะโพก จึงมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับภาวะการเกิดข้อเสื่อม ข้ออักเสบ (Osteoarthritis) และคอลลาเจนชนิดที่ 2 เป็นคอลลาเจนชนิดเดียวกับที่พบในเซลล์กระดูกอ่อนบริเวณข้อต่อ แตกต่างจากคอลลาเจนที่พบในเซลล์ผิวหนัง ซึ่งจะเป็นคอลลาเจนชนิดที่ 1, 3 และ 4 (Collagen Type 1, 3 และ 4)

คอลลาเจนชนิดที่ 2 จะช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของส่วนประกอบที่อยู่ในข้อ ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นการสร้างมากเพิ่มขึ้น ช่วยเพิ่มระดับของกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic acid) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของน้ำหล่อเลี้ยงในข้อ และยังยับยั้งการหลั่งเอนไซม์ที่ย่อยทำลายกระดูกอ่อนบริเวณข้อ จึงช่วยลดอาการปวดข้อและข้อยึดได้ ทำให้การเคลื่อนไหวของร่างกายดีขึ้นmove-matrix-advanced-joint-hydrator-neocell8

ภาพลักษณะโครงสร้างคอลลาเจนชนิดที่ 2 ที่สมบูรณ์ตามธรรมชาติของกระดูกอ่อนบริเวณข้อในร่างกาย จะเป็นแบบ Triple Helix Structure
มา ถึงตรงนี้หลายคนเริ่มมีคำถามแล้วว่า เราจะไปหาคอลลาเจนชนิดนี้มาเสริมความแข็งแรงของข้อได้จากไหน ถ้าอย่างนั้นเอาเป็นว่ามาทำความรู้จักคอลลาเจนชนิดที่ 2 (Collagen Type II) ที่มีจำหน่ายในขณะนี้กันก่อน ซึ่งแบ่งได้ 2 ประเภทได้แก่

1. Undenatured Collagen Type II (UC-II)

เรียก สั้นๆ ว่า “ยูซีทู” คือคอลลาเจนชนิดที่ 2 ที่ผลิตด้วยอุณหภูมิต่ำและไม่ใช้เอนไซม์ในการผลิต จึงทำให้ได้โครงสร้างแบบ Undenatured ซึ่งเป็นโครงสร้างที่สมบูรณ์ใกล้เคียงกับ Collagen Type II ที่ร่างกายสร้างขึ้น (เป็นแบบ Triple Helix Structure) มีความจำเพาะที่สามารถออกฤทธิ์ได้บริเวณข้อ หรือกระดูกอ่อนที่ข้อ โดยลดอัตราการทำลายหรือเสื่อมของกระดูกอ่อนบริเวณข้อ ส่งผลให้ร่างกายกลับสู่ภาวะสมดุลของการซ่อมสร้างตามธรรมชาติ

2. Denatured Collagen Type II

คือ คอลลาเจนชนิดที่ 2 ที่ผลิตด้วยอุณหภูมิสูง และใช้เอนไซม์ในการผลิต จึงทำให้ได้โครงสร้างแบบ Denature ตัวอย่างเช่น ไฮโดรไลซ์คอลลาเจนไทพ์ทู (Hydrolyzed Collagen Type II) ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ถูกเปลี่ยนแปลงไม่ใกล้เคียงกับ Collagen Type II ที่ร่างกายสร้างขึ้น (ไม่เป็น Triple Helix Structure) ซึ่งอาจทำให้ถูกย่อยและดูดซึมไปเสริมสร้างส่วนต่าง ๆ ในร่างกายแทน

ซึ่ง พบว่ามีข้อแตกต่างหลายอย่างระหว่าง Undenatured กับ Denatured Collagen Type II ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการผลิต โครงสร้าง กลไกการทำงาน และปริมาณในการรับประทาน

move-matrix-advanced-joint-hydrator-neocell7

สำหรับโรคข้อเสื่อมใครไม่เจอกับตัวเองก็คงไม่รู้ซึ้งถึงความทรมานในการใช้ ชีวิตประจำวันจริง ๆ ดังนั้นหากมีแนวทางในการป้องกันและบรรเทาโรคข้อเสื่อมเพิ่มมาอีกหนึ่งช่อง ทางก็น่าสนใจไม่เบา ลองหาอาหารเสริมที่มีคอลลาเจนชนิดที่ 2 (Collagen Type II)  มารับประทาน จะได้ใช้ชีวิตแบบไม่มีข้อจำกัด

boswellia

อีก 1 ส่วนประกอบที่สำคัญสำหรับลดอาการปวดคือ Boswellia Sorrata เป็นพืชสุมนไพรที่คุ้นหูกันในชื่อ  ต้นกำยานโอมาน(Frankincense)  ที่พบในแถบแห้งแล้งทะเลทราย พบมากในในประเทศโอมาน แต่มีการนำมาใช้ในทางการแพทย์อายุรเวทของอินเดีย พบสารสำคัญในพืชชนิดนี้ คือ เอนไซม์ 5-LOX และ COX-2 มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ(Anti-Inflammation) ในส่วนต่างๆ ของร่างกาย จึงสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดหรือบวมในกระดูก ข้ออักเสบ จากการเสียดสีของข้อกระดูก โรคเก๊าท์ รูมาตอยท์ และอาการปวดกล้ามเนื้อ เอ็นอักเสบ รวมถึงมีการใช้บรรเทาอาการปวดท้องช่วงประจำเดือน และการใช้เพื่อรักษาอาการหอบหืดยังจัดว่ามีงานวิจัยรองรับว่าใช้ได้ดีอีก ด้วย

Move Matrix provides scientifically advanced ingredients that work synergistically in the body to promote healthy joints. This premium formula supports joint flexibility and range of motion. Collagen Type 2 is the key structural protein of joint cartilage. This premium formula combines BioActive NeoCell CollagenTM Type 2, Turmeric, Hyaluronic Acid, and a sophisticated blend of joint targeted ingredients to support flexibility, lubrication, and healthy inflammatory response.*

move-matrix-advanced-joint-hydrator-neocell7